แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมุนไพรต้านเบาหวาน

ตำลึง


เป็นผักที่เรารับประทานเป็นอาหารประจำวันอยู่แล้ว มีรายงานการศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ทุกส่วนของตำลึง ตั้งแต่ ราก ลำต้น ใบ และผล สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้โดยกลไกการออกฤทธิ์ จะคล้ายกับยาแผนปัจจุบันชื่อ Tolbutamide

อีกทั้งยังมีวิตามินAมหาศาล ช่วยป้องกันโรคตาบอดในเด็กตามชนบท ทั้งยังประกอบด้วยแคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์ในการชะลอความแก่และต้านมะเร็ง ตำลึงจึงเป็นผักที่ควรจะเป็นอาหารหลักของผู้ป่วยเบาหวานเพราะไม่มีพิษภัย และยังสามารถนำมาทำอาหารหลากหลายรูปแบบได้อย่างเอร็ดอร่อย


มะระ

ในการลดเบาหวานพบว่า มีสารชื่อpolypeptide-p ซึ่งไปลดการดูดซึมของกลูโคส อีกทั้งมะระยังลดการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นผล-ข้างเคียงของคนเป็นเบาหวานได้อีกด้วย การทำนำ้มะระ-คั้นสดๆ จึงน่าจะเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพของคนเป็นโรคเบาหวาน หรือจะรับประทานมะระในรูปแบบของอาหารอื่นๆก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับคนที่หนาวง่าย ร่างกายเย็น คนจีนเชื่อว่าไม่ควรรับประทานมะระทุกวัน เพราะจะทำให้ร่างกายเย็นเกินไป หรือถ้ารับประทานทุกวัน ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุร้อนร่วมด้วย เช่น ขิง หรือพริก(ควรรับประทานมะระจิ้มพริกซะเลย)


ใบมะยม

เป็นผักที่มีวิตามิน A และ C สูููงมากอีกชนิดหนึ่ง ชาวอีสานนิยมทานใบมะยมแกล้มกับส้มตำ มีรายงานการศึึกษาวิจัยพบว่า น้ำสกัดจากใบมะยม สามารถลดน้ำตาลในหนูที่เป็นเบาหวานและไม่เป็นเบาหวาน ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานควรทานใบมะยมเป็นหลัก แต่คนปกติไม่ควรทานใบมะยมมากเกินไป


ผักบุ้ง

เป็นผักที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และรู้มานานว่าเป้นผักสมุนไพรที่บำรุงสายตา เพราะอุดมด้วยวิตามินA แต่สำหรับคนอินโดนีเซียมักกินผักบุ้งแดง เป็นอาหารรักษาเบาหวาน ปัจจุบันพบว่า ในผักบุ้งมีสารคล้ายอินซูลินสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้จริง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรรับประทานผักบุ้งเป็นประจำ ผักบุ้งยังช่วยลดการท้องผูก ลดอาการร้อนในได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


สะตอ

เป็นผักประจำถิ่นและเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ สะตอสามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิด รับประทานเป็นผักสด หรือจะนำมาผัดก็ได้ทั้งนั้น การศึกษาวิจัยพบว่า สะตอสามารถลดน้ำตาลในเลือดในหนูที่เป็นเบาหวานได้ แต่ไม่มีผลในหนูที่ปกติ ทั้งยังสามารถช่วยลดความดันได้อีกด้วย คนไข้เบาหวานประเภทนี้ จึงควรรับประทานสะตอเป็นหลัก


ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

-อาหารกับโรคเบาหวาน



อาหารเบาหวานกลุ่มที่ห้ามรับประทาน

- น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งน้ำผึ้งด้วย
- ขนมหวาน และขนมเชื่อมต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ฯลฯ
- ผลไม้กวน เช่น มะม่วงกวน ทุเรียนกวน สับปะรดกวน ฯลฯ
- น้ำหวานต่าง ๆ นมรสหวาน รวมทั้งน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ รวมทั้งเหล้า เบียร์ด้วย
- ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน องุ่น ลำใย มะม่วงสุก ขนุน ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย ผลไม้แช่อิ่ม หรือเชื่อมน้ำตาลทั้งหลาย
- ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแป้งทอดต่าง ๆ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขกทอด ข้าวเม่าทอด


ประโยชน์ของการควบคุมอาหาร

- ช่วยรักษาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติ
- ทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น
- ช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ
- ทำให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืน


อาหารเบาหวานกลุ่มที่รับประทานได้ไม่จำกัดปริมาณ
- ผักทุกชนิด (ยกเว้นผักประเภทที่มีแป้งมาก ได้แก่ ฟักทอง ถั่วลันเตา แครอท สะเดา)
อาหารเบาหวานกลุ่มที่รับประทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณ
- อาหารพวกแป้ง ข้าว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน บะหมี่ ขนมปัง มักกะโรนี เป็นต้น
- ลดอาหารไขมัน เช่น ขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสามชั้น หรืออาหารทอดน้ำมันมาก ๆ ตลอดจนไขมันจากพืชบางอย่าง เช่น กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดฝ้ายแทน
- อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น น้ำตาลจากผลไม้
- ผักประเภทหัวที่มีน้ำตาลหรือแป้งมาก เช่น หัวผักกาด ฟักทอง หัวหอม กระเจี๊ยบ ผักตระกูลถั่ว หัวปลี เป็นต้น
- ผลไม้บางอย่าง เช่น ส้ม เงาะ สับปะรด มะละกอ ฝรั่ง กล้วย เป็นต้น


ข้อควรปฏิบัติในการควบคุมอาหาร
1. เลือกรับประทานอาหารโดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้ตามประเภทของอาหารคือ
- พลังงานจากคาร์โบไฮเดรท (แป้ง) ประมาณ 55-60%
- พลังงานจากโปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20%
- พลังงานจากไขมัน ประมาณ 25 %
2. ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ต้องลดปริมาณลง อาจจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทาน ห้ามรับประทานน้ำตาลและของหวานทุกชนิด รวมทั้งอาหารมัน ๆ และของทอดด้วย
3. เลือกรับประทานอาหารที่มีใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทผักต่าง ๆ หรือเม็ดแมงลัก ซึ่งจะช่วยระบายอ่อน ๆ ด้วย
4. อย่ารับประทานจุกจิกและไม่ตรงเวลา ถ้าพลาดมื้ออาหารไปอาจเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
5. รับประทานในปริมาณที่สม่ำเสมอและคงที่ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หรือน้อยเกินไปในบางมื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ยาก
6. ผู้ที่เป็นความดันเลือดสูงหรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรรับประทานรสเค็มจัด ควรจะลดอาหารเค็ม
7. ผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาวในตอนเช้า เช่น Protaphane หรือ Monotard ฤทธิ์ยาอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง และออกฤทธิ์สูงสุดในตอนเย็นหรือกลางคืน อาจต้องจัดแบ่งอาหารออกเป็น 4-6 มื้อ โดยเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายและมื้อกลางคืน ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสมไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
8. ถึงแม้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติดีแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องควบคุมอาหารตลอดไป
9. ขอให้ฝึกปฏิบัติจนเป็นนิสัย แล้วท่านจะรู้สึกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องยากในการควบคุมอาหาร "อาหารเบาหวาน" ไม่ใช่อาหารที่พิเศษพิสดารอะไร ผู้ป่วยเบาหวานก็รับประทานอาหารเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในชนิดและปริมาณอาหารเท่านั้น


แหล่งที่มา : horapa.com
 

HealthandBeautyInfocus Copyright © 2009 เฮลธ์แอนด์บิวตี้อินโฟกัส สุขภาพ ความงาม แฟชั่น แพทเทิร์นงานฝีมือ ดูดวง โปรโมทเว็บฟรี Beauty Blogs - BlogCatalog Blog Directory